SPECIALLY.THT.IN

 

  
     สาเหตุ ที่ต้องรับประทาน     ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ! 
 

 

เมนู
ลิงก์เพื่อนบ้าน

    

  
     
  

 

  

  

      
 
 

  

 

  
สมุนไพรบำรุงสุขภาพสำหรับผู้ชาย...

  
                        

         
  

ร้านขายกระเป๋า ขายกระเป๋าแฟชั่นนำเข้า ราคาไม่แพง คุณภาพดี

      

 

 วันนี้ 388 คน
 เมื่อวาน 428 คน

 เดือนนี้ 

389 คน

เริ่มเมื่อ 2005-09-09

https://www.facebook.com/hestiarth


 

อัลฟัลฟ่า Alfalfa คืออะไร
 อัลฟัลฟ่า เป็นชื่อของพืชล้มลุก ที่นักพฤกษศาสตร์จัดให้เป็นพืชในตระกูล Family Leguminosae มีชื่อทางวิทยาศาสตณว่า Medicago sativa
พบว่าอัลฟัลฟ่า ถูกปลูกเป็นครั้งแรกในเปอร์เซีย ต่อมาเมื่อ 500 ปี ก่อนคริสตกาลได้มีการนำไปปลูกในกรีซ จากนั้นก็มีการขยายการปลูกเรื่อยมา จนกระทั่งในปี 1854 ได้มีการนำไปปลูกใน San Francisco ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อัลฟัลฟ่า ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสมุนไพรในสหรัฐอเมริกา
 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
อัลฟัลฟ่า เป็นพืชล้มลุกที่มีความสูงของลำต้นประมาณ 3ฟุต มีดอกสีม่วงฟ้า โดยมากจะผลิดอกช่วงเดือนกรกฏาคา ถึง กันยายน ของทุกปี เป็นพืชที่พบขึ้นทั่วไป พบมากในแถบเอเชีย และเขตรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้ อัลฟัลฟ่าเป็นพืชที่ทนต่อภาวะภูมิอากาศ ที่แตกต่างได้เป็นอย่างดี
เหตุใดจึงเลือกใช้อัลฟัลฟ่า เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
เดิมทีอัลฟัลฟ่า ถูกใช้เป็นอาหารของสัตว์ และมีการสังเกตพบว่า สัตว์ที่เลี้ยงด้วยอัลฟัลฟ่า จะมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วยง่าย จึงมีการนำอัลฟัลฟ่ามาค้นคว้า สกัดหาสารอาหารเพื่อใช้ในมนุษย์ หลังจากการทดสอบพบว่าอัลฟัลฟ่าอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ กันจำนวนมาก
มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกถึงการใช้อัลฟัลฟ่ามีมาแต่โบราณ อาทิเช่น แพทย์จีนโบราณใช้ใบอ่อนขิงอัลฟัลฟ่าในการรักษาโรคอาหารไม่ย่อย แพทย์แผนโบราณของอินเดีย ใช้ใบและดอกในการรักษาการย่อยอาหารที่ไม่ปกติ บวมน้ำและ arthritis ชาวอินเดียนแดงใช้อัลฟัลฟ่าในการรักษาโรค jaundice และทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง
ลักษณะเด่นของอัลฟัลฟ่า ที่ทำให้มีสารอาหารจำนวนมาก และเป็นลักษณะที่แตกต่างจากพืชอื่นคือ ระบบของรากอัลฟัลฟ่ายาวมาก และสามารถแทงลงไปในดินได้ลึกถึง 130 ฟุต ความยาวนี้เอง ที่ทำให้อัลฟัลฟ่าสามารถดูดซึมสารอาหาร ที่อยู่ในดินที่ลึกมากๆ และเป็นดินที่มีสารอาหารสมบูรณ์อยู่ได้ ซึ่งคุณสมบัตินี้ จะไม่พบในพืชอื่นๆ จากการสำรวจพบกรดอะมิโนที่จำเป็นชนิด และเป็นกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นอีก 10 ชนิด
สารอาหารที่พบในอัลฟัลฟ่า
วิตามิน
ได้แก่ วิตามินบี1, วิตามินบี 2, วิตามินบี6, ไนอะซิน, วิตามินบี12, กรดแพนโทเทนิค, ไบโอติน, กรดโฟลิค, วิตามิซี, วิตามินเอ, โคลีน, เบต้าแคโรทีน, กรดโฟลิค, อินโนซิทอล, พีเอบีเอ (PABA)
เกลือแร่ ได้แก่ โครเมียม, แคลเซียม, ทองแดง, ไอโอดีน, เหล็ก, แมกนีเซียม, แมงกานีส, โมลิบดีนัม, ฟอสฟอรัส, โพแทสเซียม, ซีลีเนียม, โซเดียม และสังกะสี
กรดอะมิโน ได้แก่ อาร์จีนีน, อะลานีน, แอสพาติก แอซิดซีสเทอีน, กลุตามิค แอซิด, ไกลซีน, ฮีสติดีน, ไอโอลิวคีน, ลิวคีน, ไลซีน, เมไธโอนีน, โพลีน, ทรีโอนีน, ไธโรซีน และวาลีน
คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) สารรงควัตถุที่ทำให้มีใบสีเขียว
สารซาโปนินไกลโคไซด์ (Saponin glycoside) ทำหน้าที่เป็นสารลดแรงตึงผิว ทำให้สามารถจับไขมันไม่ให้ถูกดูดซึมได้
ไอโซฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์ (Isoflavonoid glycoside) ฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์ (Flavonoid glycoside) มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง
สารประกอบอนุพันธ์ของคูมาริน (Coumarin) ต้านการแข็งตัวของเลือดได้

คุณสมบัติของอัลฟัลฟ่า
สารสกัดจากอัลฟัลฟ่า เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและกำจัดสารพิษ (Detoxifer) โดยทำหน้าที่ต้านได้ทั้ง peroxyl radicals และ hydroxyl radicals ภาวะความเสื่อมต่างๆ ของร่างกายเกิดจากขบวนการทางชีวเคมีในร่างกาย เช่น การเผาผลาญอาหาร การหายใจก็จะเกิดอนุมูลอิสระเป็นของเสีย อนุมูลอิสระเหล่านี้ เกิดจากของเสียในร่างกายและจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ภาวะความเสื่อมเหล่านี้ แสดงออกมาในรูป การเหี่ยวย่นของผิวหนัง, มะเร็ง, เส้นเลือดแข็งตัว สารอาหารหลายตัวในอัลฟัลฟ่า เช่น วิตามินซี, วิตามินอี, เบต้าแคโรทีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นอัลฟัลฟ่าจึงต่อต้านไม่ให้อนุมูลอิสระเหล่านี้ทำลายเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายได้ ทำให้ผิวหนังไม่ถูกทำลาย เส้นเลือดไม่แข็งตัว

สารที่ทำให้ใบอัลฟัลฟ่ามีสีเขียวที่ชื่อ คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) มีโครงสร้างคล้ายฮีโมโกลบิน ในเม็ดเลือดแดงของมนุษย์ และคลอโรฟิลล์นี้ สามารถใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ ดังนั้น ในผู้ป่วยที่มีความต้องการเลือดมาก จึงเหมาะสมที่จะรับประทานอัลฟัลฟ่า เช่น ผู้ป่วยด้วยโรคโลหิตจาง ผู้ที่ออกกำลังหนักเป็นประจำ ผู้ที่เหนื่อยง่าย มีเล็บมือเขียวกล้ำซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจน
คลอโรฟิลล์นี้ มีคุณสมบัติในการดูดซับกลิ่น ผู้ที่มีปัญหากลิ่นปาก สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีอัลฟัลฟ่า ก็จะลดปัญหาตรงนี้ได้

คลอโรฟิลล์ที่มีในอัลฟัลฟ่า มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ โดยไปรบกวนให้สภาพแวดล้อม ในบริเวณที่แบคทีเรียเจริญเติบโตไม่เหมาะสม ให้แบคทีเรียเจริญเติบโตต่อไป ด้วยคุณสมบัตินี้ จึงเหมาะในการใช้ร่วมกับยา เพื่อรักษาอาการอักเสบต่างๆ เช่น ไซนัสอักเสบเรื้อรัง, หูชั้นในอักเสบ, กระเพาะอาหารอักเสบ, ลำไส้อักเสบ, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ, ช่อคลอดติดเชื้อจากเชื้อปาราสิต, หนอง, ลดอาการเส้นเลือดขอด
ด้วยคุณสมบัติของคลอโรฟิลล์ด้านแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้การย่อยสลาย อัลฟัลฟ่าใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก็จะได้พลังงานให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ ซึ่งต่างจากอาหารที่ต้องใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง จึงจะได้พลังงาน อัลฟัลฟ่าจึงได้ชื่อว่าป็น survival food หรืออาหารเพื่อการอยู่รอด

อัลฟัลฟ่ายังมีคุณสมบัติในการเป็นสารคีเลต (chelating substance) หมายถึง เป็นสารอาหารที่ใช้จับสารพิษ สารตกค้างหรืออนุมูลอิสระ จากนั้น จะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ หรือเหงื่อ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการสะสมพิษ

อัลฟัลฟ่ามีความสามารถในการดูดซึมน้ำมาไว้กับตัว ดังนั้น เมื่อเคลื่อนตัวไปอยู่ในลำไส้ใหญ่ ก็จะทำให้มีน้ำในลำไส้ใหญ่มากขึ้นด้วย ในผู้ที่มาการท้องผูกจึงพบว่า อัลฟัลฟ่า ทำให้ถ่ายได้มากขึ้น รวมถึงในผู้ที่มีอาการบวมน้ำ ก็จะมีอาการดีขึ้น นอกจากนี้เมื่ออัลฟัลฟ่าเคลื่อนตัวไปพร้อมกับอุจจาระในลำไส้ใหญ่ ก็จะจับสารพิษไปด้วยพร้อมๆ กัน

สารซาโปนินไกลโคไซด์ (Saponin glycoside) ที่มีมากถึง 23% ในอัลฟัลฟ่า สามารถจับกับโคเลสเตอรอลในทางเดินอาหาร ทำให้มีปริมาณคลอเลสเตอรอลที่จะดูดซึมได้น้อยลง นอกจากนี้ ซาโปนินไกลโคไซด์ ยังทำงานร่วมกับสารอาหารอื่นๆ ในอัลฟัลฟ่าไปลดการทำงานของน้ำดี ที่ออกมาจากตับอ่อน น้ำดีทำหน้าที่ในการย่อยไขมันที่รับประทานเข้าไปเป็นไขมันหน่วยเล็กๆ เพื่อให้สะดวกต่อการย่อยโดยน้ำย่อย เมื่ออัลฟัลฟ่าไปลดการทำงานของน้ำดี ก็จะทำให้ไขมันที่รับประทานเข้าไป ไม่สามารถแตกตัวออกได้ จึงทำให้ไม่ถูกดูดซึม ดังนั้น ในผู้ที่มีไขมันในเส้นเลือดสูง หรือผู้ที่มีภาวะเส้นเลือดในหัวใจ หรือสมองอุดตัน จึงสามารถใช้อัลฟัลฟ่าไปช่วยในการบำบัดได้ นอกจากนี้ ซาโปนิน ไกลโคไซด์ ยังลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้ไม่มีเกล็ดเลือดไปเกาะที่ผนังหลอดเลือด ให้หลอดเลือดแข็งไม่ยืดหยุ่น

สารซาโปนินไกลโคไซด์ ในอัลฟัลฟ่ามีรสขม รสขมนี้เองในทางกลับกันจะไปกระตุ้นให้มีการหลั่งน้ำลาย และน้ำย่อยออกมา สมองส่วนที่ควบคุมการอยากอาหาร หรือ ไฮไปทาลามัส (Hypothalamus) ก็จะกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหาร

สารไอโซฟลาโวนอยด์ (Isoflavonoid) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ที่อยู่ในอัลฟัลฟ่ามีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงเอสโครเจน การรับประทานอัลฟัลฟ่า จึงป็นการเพิ่มสารตั้งต้นในการผลิตฮอร์โมนเพศหญิง ให้ช่วยบรรเทาความรุนแรงในการแก้ปัญหาปวดประจำเดือน (Menopausal syndrome) ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาการภาวะในวัยทอง

วิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโนที่มีอยู่ทั้งหมด สามารถเพิ่มเติม และทดแทนสารอาหาร ที่ร่างกายขาดได้ ทำให้ร่างกายทั้งระบบ มีความสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในผู้ที่รับประทานอาหารไม่ครบทั้ง 5 หมู่
 
จะเห็นว่าต้นอัลฟัลฟ่า ให้สารอาหารและกรดอะมิโนจำนวนมาก และคุณสมบัตินี้เอง ทำให้มีการนำใบและส่วนอื่นๆ มาใช้เสริมอาหารบำรุงร่างกาย โดยอัลฟัลฟ่าจะมีผลต่อหลายระบบของร่างกาย
 

Alfalfa อัลฟัลฟา หญ้ามหัศจรรย์

เมื่อนึกย้อนไปมากกว่า 2000 ปี ก่อนคริสตกาล ได้มีการค้นพบหญ้า Alfalfa และนำมาใช้เป็น ยาสมุนไพรเพื่อเพิ่มความแข็งแรงแก่ร่างกาย และรักษาโรคมากมาย ชาวอาหรับได้ใช้หญ้าอัลฟัลฟาเลี้ยงม้า และพบว่าหญ้าชนิดนี้ทำให้ม้าแข็งแรงและวิ่งแร็ว เขาได้ลองรับประทานเองและมั่นใจในผลดีของหญ้าชนิดนี้ที่มีต่อสุขภาพและความแข็งแรงของตนเอง จึงตั้งชื่อว่า อัลฟัลฟา แปลว่า บิดาของอาหารทุกชนิด (Father of All Foods)

ความพิเศษของหญ้าอัลฟัลฟา ด้วยการมีรากที่หยั่งลึกลงไปใต้ดินได้ลึกมากจนไม่มีรากของพืชชนิดใดสามารถหยั่งลงลึกเท่านี้ได้ อัลฟัลฟา จึงสามารถดูดซึมเอาแร่ธาตุนานาชนิดใต้ชั้นดินลึก ๆ นี้ไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม

Alfalfa บิดาของอาหารทุกชนิด

“อัลฟัลฟา” ประกอบด้วย ไวตามินที่มีประโยชน์มากมายหลายชนิด ใน “อัลฟัลฟา” 100 กรัม มีไวตามิน เอ 8,000 ยูนิต และยังมีไวตามินเค ตามธรรมชาติ เป็นปริมาณสูงอีกด้วย ซึ่งช่วยในการแข็งตัวของเลือด “อัลฟัลฟา” มีไวตามิน เค สูงถึง 20,000 – 40,000 ยูนิต ในอัลฟัลฟา 100 กรัม “อัลฟัลฟา” ยังอุดมไปด้วยไวตามินดี แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส ปอแตสเซียม คลอรีน ซิลิคอน แมกนีเซียม ไวตามินบี คอมแพลกซ์ อิโนซินอล, โฟลิคแอซิคและแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อยอีกหลายชนิด

ใน อัลฟัลฟา มีคลอโรฟิลล์สูง และมีคุณสมบัติจัดเป็นพืชที่ให้ เอสโตรเจนธรรมชาติรวมไปถึง เอ็นไซม์ถึง 8 ชนิด ดร. แฟรงค์ โบเออร์ นักชีววิทยา ผู้เขียนตำราเกี่ยวกับโภชนาการที่มีชื่อของสหรัฐถึงกับให้ฉายาของ “หญ้าอัลฟัลฟา” นี้ว่า
“ยารักษาโรคที่มหัศจรรย์”

Alfalfa กับการใช้เพื่อสุขภาพ

สตรีวัยใกล้หมดประจำเดือน ควรรับประทาน Alfalfa เป็นประจำ

อัลฟัลฟา ถูกจัดเป็นเอสโตรเจนธรรมชาติ (phytooestrogen) สตรีในวัยใกล้หมดประจำเดือน เอสโตรเจนจะลดต่ำลงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายและภาวะกระดูกเสื่อม ไฟโต-เอสโตรเจน ในอัลฟัลฟา จะเข้าไปชดเชยเอสโตรเจนที่ต่ำลงนี้ รวมทั้ง ไวตามินดี แร่ธาตุ แคลเซียมและฟอสฟอรัส ในอัลฟัลฟาซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ทำให้กระดูกฟันแข็งแรง จึงลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะกระดูกเสื่อม นอกจากนี้ ไวตามินและแร่ธาตุในอัลฟัลฟา จะช่วยให้ร่างกายปรับสภาพได้อย่างเหมาะสม ลดอาการผิดปรกติในช่วงนี้ เช่น ร้อนวูบวาบตามตัว หงุดหงิดง่ายลงด้วย

Alfalfa ทำความสะอาดผิวจากภายใน

คลอโรฟิลล์ ปริมาณสูง, ไวตามินและแร่ธาตุที่มีอยู่ในอัลฟัลฟาด้วยปริมาณที่เหมาะสม จะทำหน้าที่ขจัดของเสีย สารพิษออกจากเลือดและอวัยวะภายใน (Blood and Bowel cleanser) ลดการตกค้างของเสียตามผิดหนัง ในอัลฟัลฟายังมีสาร ไฟโต-เอสโตรเจน ช่วยปรับสมดุลย์ฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งพบว่าในคนที่มีสิวง่าย เมื่อรับประทานอัลฟัลฟาปริมาณการเกิดสิวจะลดลงและผิวจะแลดูสะอาดขึ้น

Alfalfa กับ โรคกระเพาะอาหาร

เมื่อหมอจำนวนมากที่ใช้อัลฟัลฟา รักษาโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารต่า ๆ เช่นมีแก๊สมากในกระเพาะอาหารเกิดอาการแน่นจุกเสียดเป็นประจำ โรคแผลในกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer) และโรคเบื่ออาหาร โดยพบว่าอัลฟัลฟา มีไวตามิน ยู ซึ่ง ดร. กาเนทท์ ประจำมหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด กล่าวว่า ไวตามิน ยู นี้มีศักยภาพสูงในการรักษาโรคกระเพาะ (Peptic ulcer) ทำให้การสมานแผลในกระเพาะดีขึ้น และการหลั่งของน้ำย่อยเป็นปกติ

อัลฟัลฟา มีเอ็นไซม์ เบต้าอีน (Bataine Enzyme) ซึ่งเป็นเอ็นไซม์สำหรับย่อยและเอ็นไซม์อื่น ๆ อีก 7 ชนิดที่ส่งเสริมปฏิกิริยาเคมี ที่สามารถทำให้การดูดซึมสารอาหารภายในร่างกายเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งการมีเบต้า-แคโรทีนในปริมาณสูง ของ Alfalfa จะทำให้ ผิดที่เคลือบกระเพาะอาหารมีความแข็งแรง ซึ่งพบว่า อัลฟัลฟาสามารถช่วยโรคกระเพาะอาหาร ปวดท้องเพราะมีแก๊สมาก รักษาแผลในกระเพาะ-ลำไส้ ได้เป็นอย่างดี การรักษาโรคของหญ้าอัลฟัลฟานี้ อาจจะเป็นลักษณะเดียวกันกับวิธีธรรมชาติ เช่นเดียวกับที่สุนัขและแมว จะกินหญ้าเพื่อรักษาโรคกระเพาะของมันได้

ปวดข้อ ข้อแข็ง รูมาตอยด์ แก้ไขได้ด้วยอัลฟัลฟา

สารอาหารในอัลฟัลฟา จะช่วยปรับสมดุลย์ กรด-ด่าง ในร่างกาย ป้องกันการสะสมของกรมยูริคและกรดอื่น ๆ ตามข้อต่อต่าง ๆ ในหนังสือของ แคทเทอรีน เอลวูล ชื่อ “Feel Like a Million” ได้กล่าวว่า “ความมหัศจรรย์ของ อัลฟัลฟา เห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น เมื่อให้คนไข้รูมาตอยส์ ใช้ อัลฟัลฟา เพื่อรักษาความปวดตามข้อ ก็ได้รับรายงานจากคนไข้ว่าเขาสามารถงอมือได้สะดวกยิ่งขึ้น และความเจ็บปวดก็หายไป

นอกจากนี้ อัลฟัลฟา ยังดีสำหรับมารดาที่กำลังให้นมบุตรช่วยเพิ่มการหลั่งของน้ำนม อัลฟัลฟา ยังมีคุณสมบัติในการช่วยขับถ่าย ปัสสาวะให้เป็นปกติ

ฉะนั้น เราจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักโภชนาการจึงได้ให้สมญานาม “อัลฟัลฟา” ว่าเป็น “หญ้ามหัศจรรย์” ที่ใช้เป็นยารักษาโรคต่าง ๆ อย่างได้ผล
 
คุณสมบัติของอัลฟัลฟ่า


1.       สารสกัดจากอัลฟัลฟ่า เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและกำจัดสารพิษ (Detoxifer) โดยทำหน้าที่ต้านได้ทั้ง peroxyl radicals และ hydroxyl radicals ภาวะความเสื่อมต่างๆ ของร่างกายเกิดจากขบวนการทางชีวเคมีในร่างกาย เช่น การเผาผลาญอาหาร การหายใจก็จะเกิดอนุมูลอิสระเป็นของเสีย อนุมูลอิสระเหล่านี้ เกิดจากของเสียในร่างกายและจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ภาวะความเสื่อมเหล่านี้ แสดงออกมาในรูป  การเหี่ยวย่นของผิวหนัง, มะเร็ง, เส้นเลือดแข็งตัว สารอาหารหลายตัวในอัลฟัลฟ่า เช่น วิตามินซี, วิตามินอี, เบต้าแคโรทีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นอัลฟัลฟ่าจึงต่อต้านไม่ให้อนุมูลอิสระเหล่านี้ทำลายเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายได้ ทำให้ผิวหนังไม่ถูกทำลาย เส้นเลือดไม่แข็งตัว

2.       สารที่ทำให้ใบอัลฟัลฟ่ามีสีเขียวที่ชื่อ คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) มีโครงสร้างคล้ายฮีโมโกลบิน ในเม็ดเลือดแดงของมนุษย์ และคลอโรฟิลล์นี้ สามารถใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ ดังนั้น ในผู้ป่วยที่มีความต้องการเลือดมาก จึงเหมาะสมที่จะรับประทานอัลฟัลฟ่า เช่น ผู้ป่วยด้วยโรคโลหิตจาง ผู้ที่ออกกำลังหนักเป็นประจำ ผู้ที่เหนื่อยง่าย มีเล็บมือเขียวกล้ำซึ่งแสดงถึงภาวะขาดออกซิเจน

3.       คลอโรฟิลล์นี้ มีคุณสมบัติในการดูดซับกลิ่น ผู้ที่มีปัญหากลิ่นปาก สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีอัลฟัลฟ่า ก็จะลดปัญหาตรงนี้ได้

4.      คลอโรฟิลล์ที่มีในอัลฟัลฟ่า มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ โดยไปรบกวนให้สภาพแวดล้อม ในบริเวณที่แบคทีเรียเจริญเติบโตไม่เหมาะสม ให้แบคทีเรียเจริญเติบโตต่อไป ด้วยคุณสมบัตินี้ จึงเหมาะในการใช้ร่วมกับยา เพื่อรักษาอาการอักเสบต่างๆ เช่น ไซนัสอักเสบเรื้อรัง, หูชั้นในอักเสบ, กระเพาะอาหารอักเสบ, ลำไส้อักเสบ, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ, ช่องคลอดติดเชื้อจากเชื้อปาราสิต, หนอง, ลดอาการเส้นเลือดขอด

5.       ด้วยคุณสมบัติของคลอโรฟิลล์ด้านแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้การย่อยสลาย อัลฟัลฟ่าใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก็จะได้พลังงานให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ ซึ่งต่างจากอาหารที่ต้องใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง จึงจะได้พลังงาน อัลฟัลฟ่าจึงได้ชื่อว่าป็น survival food หรืออาหารเพื่อการอยู่รอด

6.    อัลฟัลฟ่ายังมีคุณสมบัติในการเป็นสารคีเลต (chelating substance) หมายถึง เป็นสารอาหารที่ใช้จับสารพิษ สารตกค้างหรืออนุมูลอิสระ จากนั้น จะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ อุจจาระ หรือเหงื่อ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการสะสมพิษ

7.       อัลฟัลฟ่ามีความสามารถในการดูดซึมน้ำมาไว้กับตัว ดังนั้น เมื่อเคลื่อนตัวไปอยู่ในลำไส้ใหญ่ ก็จะทำให้มีน้ำในลำไส้ใหญ่มากขึ้นด้วย ในผู้ที่มาการท้องผูกจึงพบว่า อัลฟัลฟ่า ทำให้ถ่ายได้มากขึ้น รวมถึงในผู้ที่มีอาการบวมน้ำ ก็จะมีอาการดีขึ้น นอกจากนี้เมื่ออัลฟัลฟ่าเคลื่อนตัวไปพร้อมกับอุจจาระในลำไส้ใหญ่ ก็จะจับสารพิษไปด้วยพร้อมๆ กัน

8.       สารซาโปนินไกลโคไซด์ (Saponin glycoside) ที่มีมากถึง 23% ในอัลฟัลฟ่า สามารถจับกับโคเลสเตอรอลในทางเดินอาหาร ทำให้มีปริมาณคลอเลสเตอรอลที่จะดูดซึมได้น้อยลง นอกจากนี้ ซาโปนินไกลโคไซด์ ยังทำงานร่วมกับสารอาหารอื่นๆ ในอัลฟัลฟ่าไปลดการทำงานของน้ำดี ที่ออกมาจากตับอ่อน น้ำดีทำหน้าที่ในการย่อยไขมันที่รับประทานเข้าไปเป็นไขมันหน่วยเล็กๆ เพื่อให้สะดวกต่อการย่อยโดยน้ำย่อย เมื่ออัลฟัลฟ่าไปลดการทำงานของน้ำดี ก็จะทำให้ไขมันที่รับประทานเข้าไป ไม่สามารถแตกตัวออกได้ จึงทำให้ไม่ถูกดูดซึม ดังนั้น ในผู้ที่มีไขมันในเส้นเลือดสูง หรือผู้ที่มีภาวะเส้นเลือดในหัวใจ หรือสมองอุดตัน จึงสามารถใช้อัลฟัลฟ่าไปช่วยในการบำบัดได้ นอกจากนี้ ซาโปนิน ไกลโคไซด์  ยังลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้ไม่มีเกล็ดเลือดไปเกาะที่ผนังหลอดเลือด ให้หลอดเลือดแข็งไม่ยืดหยุ่น

9.       สารซาโปนินไกลโคไซด์ ในอัลฟัลฟ่ามีรสขม รสขมนี้เองในทางกลับกันจะไปกระตุ้นให้มีการหลั่งน้ำลาย และน้ำย่อยออกมา สมองส่วนที่ควบคุมการอยากอาหาร หรือ ไฮไปทาลามัส (Hypothalamus) ก็จะกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหาร

10.    สารไอโซฟลาโวนอยด์ (Isoflavonoid) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ที่อยู่ในอัลฟัลฟ่ามีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงเอสโครเจน  การรับประทานอัลฟัลฟ่า จึงป็นการเพิ่มสารตั้งต้นในการผลิตฮอร์โมนเพศหญิง ให้ช่วยบรรเทาความรุนแรงในการแก้ปัญหาปวดประจำเดือน (Menopausal syndrome) ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาการภาวะในวัยทอง

11.    วิตามิน เกลือแร่  และกรดอะมิโนที่มีอยู่ทั้งหมด สามารถเพิ่มเติม และทดแทนสารอาหาร ที่ร่างกายขาดได้ ทำให้ร่างกายทั้งระบบ มีความสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในผู้ที่รับประทานอาหารไม่ครบทั้ง 5 หมู่
 
 
                

                      


 วิธีสั่งซื้อสินค้า และวิธีชำระเงินร้าน Specially   

https://www.facebook.com/hestiarth

https://www.facebook.com/messages/hestiarth

: True : 08 4099 9963 / Dtac : 08 5369 4776 / GSM: 08 5222 1376

Line ID :BussiBussa



ลำดับที่ รายการ โดย วันที่เยี่ยม อ่าน ตอบ
276 สอบถามเรื่องหมอนสุภาพครับ Jeera 2013-12-25 69 1
275 ขอสอบถาม George 2013-12-12 21 1
274 แจ้งโอนเงิน ชาพระจันทร์ยิ้ม ปณัสนันท์ 2013-10-02 112 1
273 ดื่มน้ำผลไม้กระป๋อง น้ำหวานรสชา กลิ่นชาต่างๆ , สมุนไพร น้ำอัดลม แล้วได้อะไรตอบแทน ?? specially 2013-09-12 135 0
272 “น้ำมันพืช” เลือกยังไง ใช้ยังไง specially 2013-08-26 176 0
271 การสูบบารากุนั้นเป็นเรื่องที่ปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่หรือยาสู บอื่น ๆ จริงหรือไม่ ในเรื่องนี้ specially 2013-08-14 94 0
270 บารากุ คืออะไร specially 2013-08-14 151 0
269 4 คำเตือนก่อนใช้ผ้าอนามัย specially 2013-07-16 572 0
268 ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลอดอาหาร specially 2013-07-13 138 0
267 การรักษาโรคมะเร็งหลอดอาหาร specially 2013-07-13 46 0
266 อาการของมะเร็งหลอดอาหาร specially 2013-07-13 120 0
265 รอบรู้โรคภัย : 7 ปัจจัยเสี่ยง มะเร็งหลอดอาหาร specially 2013-07-13 108 0
264 5 อาหารต้องห้ามที่ไม่ควรเลือกทานบ่อย specially 2013-07-12 656 0
263 วิจัยชี้ นั่งสมาธิช่วยรักษาโรคจิต specially 2013-07-09 168 0
262 ใครไม่ควรดื่มกาแฟบ้าง specially 2013-07-09 512 0
261 นิสัย 10 อย่าง ที่ทำให้สมองพัง specially 2013-06-29 736 0

[ ตั้งถามใหม่ | จํานวนสมุดเยี่ยมชมทั้งหมด]


            


               

          
 

Copyright (c) 2006 by Specially For You Tel : 08 4099 9963 /08 5222 1376 /08 5369 4776 Email : specially.@rocketmail.com